FEATUREDไลฟ์สไตล์

6 เคล็ดลับจัดบ้านครั้งเดียว เปลี่ยนชีวิตตลอดกาล

Share this article

เคยไหมที่ทุ่มเทจัดบ้านไปทั้งวัน แต่วางมือได้เพียงไม่กี่วัน… บ้านก็กลับมารกเหมือนเดิม? เป็นระเบียบเรียบร้อยได้ไม่ทันไรก็กลับสู่วังวนแห่งความระเกะระกะ จนทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ หลายคนถอดใจและเลือกที่จะมองผ่านความรกรุงรังไป เพียงเพราะคิดว่าจัดไปอย่างไรเดี๋ยวก็ต้องกลับมารกอีกอยู่ดี

แต่รู้หรือไม่ว่า ความรกรุงรังภายนอกที่คุณกำลังเผชิญอยู่นั้น สัมพันธ์กับนิสัย รูปแบบการใช้ชีวิต และระบบความคิดภายในของคุณอย่างลึกซึ้ง สภาพแวดล้อมที่คุณอยู่อาศัยคือกระจกเงาแผ่นใหญ่ที่สะท้อนสภาวะจิตใจและตัวตนที่แท้จริงของคุณ

หากคุณเรียนรู้วิธีการจัดบ้านที่ถูกต้องและลงมือทำอย่างจริงจังแบบ  “ครั้งเดียวจบ”  การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวครั้งใหญ่ในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อความคิด ความรู้สึก และสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณให้โปร่ง โล่ง และมีความสุขไปตลอดกาล

 

  1. “ห้องที่รก คือสมองที่รก” — ความเชื่อมโยงระหว่างบ้านกับจิตใจ

เคยสังเกตไหมว่า เวลาที่เราต้องตกอยู่ใต้ภาวะกดดัน เช่น กำลังมีงานสำคัญที่ต้องรีบส่ง หรือกำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบ อยู่ๆ เราก็มักจะเกิดอยากลุกขึ้นมาทำความสะอาดและจัดห้องขึ้นมาเสียอย่างนั้น? นั่นก็เพราะ  “ห้องที่รก ก็คือสมองที่รก”

ความรกรุงรังของข้าวของตรงหน้าทำหน้าที่เบี่ยงเบนความคิดและความสนใจของเราไปจากต้นตอของความกังวลที่แท้จริง แทนที่จะเอาเวลาไปมุ่งจัดการงานสำคัญหรืออ่านหนังสือสอบ ใจเรากลับวิ่งพุ่งไปที่การเก็บกวาดห้องเพื่อหลีกหนีความเครียด สภาพแวดล้อมในบ้านจึงส่งผลต่ออารมณ์ สุขภาพจิต รวมถึงกระบวนการจัดลำดับความสำคัญในชีวิตอย่างมหาศาล

ดังที่คุณ มาริเอะ คนโด (Marie Kondo) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดบ้านระดับโลก ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเธออย่างน่าประหลาดใจว่า:

“วิชาการจัดบ้าน สอนให้ฉันรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ฉันต้องการและไม่ต้องการจริง ๆ ฉันจึงหย่ากับสามี และตอนนี้ก็มีความสุขมากขึ้นเยอะเลย”

การจัดบ้านไม่ใช่แค่เรื่องของการทำความสะอาดสิ่งของ แต่มือที่หยิบจับและคัดเลือกข้าวของ คือกระบวนการที่พาเราไปเผชิญหน้ากับอดีต การตัดสินใจของตัวเอง และช่วยให้เรามองเห็นตัวตน รสนิยม รวมถึงความต้องการที่แท้จริงในชีวิตชัดเจนยิ่งขึ้น ส่งผลให้เราเกิดความมั่นใจ ลังเลน้อยลงเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ในชีวิต

  1. อย่าเลือกของที่จะ “ทิ้ง” แต่จงเลือกเฉพาะของที่ “อยากเก็บ”

คนส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจัดบ้านด้วยเป้าหมายที่ว่าจะกำจัดอะไรออกไปบ้าง ซึ่งนั่นเป็น Mindset ที่สร้างความรู้สึกกดดันและปลุกความรู้สึกผิดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แต่หลักการจัดบ้านที่เปลี่ยนชีวิตจริงๆ คือการปรับมุมมองใหม่:  “เลือกของที่อยากเก็บเอาไว้ ไม่ใช่ของที่อยากกำจัดทิ้ง”

วิธีการคัดเลือกคือ ให้  หยิบข้าวของขึ้นมาถือทีละชิ้นด้วยมือ  สัมผัสด้วยตัวเอง อย่าเพียงแค่เปิดตู้ดูผ่านๆ หรือกวาดสายตามอง แล้วถามตัวเองว่า ของชิ้นนั้นยัง  “ปลุกเร้าความชื่นอกชื่นใจ หรือกระแสความสุข”  ( Spark Joy ) เวลาที่ได้สัมผัสอยู่หรือไม่

หากสัมผัสแล้วรู้สึกได้ถึงกระแสความสุข ให้เก็บสิ่งนั้นไว้ แต่ถ้าไม่รู้สึก ก็จงปล่อยมันไป การโฟกัสเฉพาะสิ่งของที่สร้างกระแสความสุขและมีคุณค่าทางจิตใจ จะช่วยให้เราล้อมรอบตัวเองไปด้วยสิ่งของที่รัก และเปลี่ยนมุมมองชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างรวดเร็ว

  1. เลิกจัดทีละห้อง แต่ให้รวบรวมจัดตาม “หมวดหมู่” และเรียงลำดับให้ถูก

ความผิดพลาดตัวร้ายของหลายบ้านคือการตั้งใจจัดบ้านทีละห้อง เพราะการจัดทีละห้องจะทำให้ข้าวของประเภทเดียวกันปะปนอยู่ตามจุดต่างๆ และทำให้เรามองไม่เห็นปริมาณที่แท้จริง วิธีที่ถูกต้องคือ ให้จัดตาม  “หมวดหมู่”  โดยขนข้าวของในหมวดหมู่เดียวกันจากทุกห้องทั่วทั้งบ้าน นำมารวมกันไว้ที่เดียวบนพื้น เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าเราครอบครองสิ่งนั้นอยู่มากแค่ไหน แล้วจึงหยิบขึ้นมาพิจารณาทีละชิ้น

เพื่อให้กระบวนการตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรเรียงลำดับการจัดเก็บดังนี้:

  • เสื้อผ้า:  รวบรวมมาจากทุกตู้แล้วแบ่งเป็นหมวดหมู่ย่อย ได้แก่
  • ชิ้นบน (เสื้อเชิ้ต, เสื้อกันหนาว)
  • ชิ้นล่าง (กางเกง, กระโปรง)
  • เสื้อผ้าที่ควรใช้ไม้แขวนเสื้อ (เสื้อแจ็กเก็ต, เสื้อโค้ต, สูท)
  • ถุงเท้า
  • ชุดชั้นใน
  • กระเป๋าถือ
  • เครื่องแต่งกายอื่น ๆ (เข็มขัด, หมวก)
  • เสื้อผ้าสำหรับโอกาสพิเศษ (ชุดว่ายน้ำ, เครื่องแบบ)
  • รองเท้า
  • (ข้อคิดสำคัญ: อย่าลดขั้นเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วให้กลายเป็นชุดอยู่บ้านเพียงเพราะคิดว่าไม่มีใครเห็น เพราะช่วงเวลาที่อยู่บ้านคือส่วนสำคัญของชีวิต ควรใส่เสื้อผ้าที่ชอบจริงๆ เพื่อสร้างรูปแบบชีวิตในฝัน)
  • หนังสือ:  ขนลงมาวางบนพื้น สัมผัสความตื่นเต้นทีละเล่มโดยไม่ต้องเปิดอ่านเนื้อหาข้างใน และต้องตัดใจจากคำว่า “สักวันคงได้อ่าน” เพราะหนังสือที่ไม่เคยอ่าน สุดท้ายโอกาสที่จะได้อ่านมีน้อยมาก
  • เอกสาร:  ใช้หลักการ  “ทิ้งให้เกลี้ยง”  เว้นแต่เอกสารเหล่านั้นจะเข้าเกณฑ์  3 กลุ่ม  นี้เท่านั้น:
  • กำลังใช้งานอยู่
  • ต้องเก็บไว้ช่วงเวลาหนึ่ง
  • ต้องเก็บไว้ตลอดไป
  • (และที่สำคัญคือ ต้องรวบรวมไว้ในพื้นที่เดียวกันทั้งหมด)
  • ของจิปาถะ (Komono):  คัดแยกตามลำดับดังนี้: แผ่นซีดีและดีวีดี, ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว, เครื่องสำอาง, เครื่องประดับ, ของสำคัญ (พาสปอร์ต, บัตรเครดิต), อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องมือเครื่องใช้ในบ้าน และของใช้ในครัวเรือน (ของใช้แล้วหมดไป เช่น ยา, ผงซักฟอก, กระดาษชำระ)
  • เทคนิคเสริม:  สร้างบล็อกจัดระเบียบในลิ้นชักด้วยการนำกล่องสี่เหลี่ยมมาแยกประเภท หรือใช้เทคนิค  พับกระดาษแบบ Origami  ให้เป็นทรงสี่เหลี่ยมมีขอบตั้ง เพื่อทำเป็นภาชนะแบ่งช่องจัดเก็บของชิ้นเล็กๆ ได้อย่างสะดวกสบาย
  • ของที่มีคุณค่าทางจิตใจ:  จัดไว้เป็นหมวดสุดท้ายเพราะตัดใจยากที่สุด การเก็บของที่ชวนให้นึกถึงอดีตไว้มากมายอาจทำให้เราจมอยู่กับอดีต ให้ถามตัวเองด้วยเกณฑ์เดิมว่าของชิ้นนั้นยังปลุกเร้าความสุขให้เราในปัจจุบันได้หรือไม่ เพราะความสุขในปัจจุบันสำคัญที่สุด
  1. เทคนิคจัดเสื้อผ้า “พับแนวตั้ง แต่วางเรียงลงลิ้นชักในแนวนอน”

ปัญหาดั้งเดิมของการจัดเก็บเสื้อผ้าคือการพับผ้าซ้อนทับกันเป็นกองสูง ผลลัพธ์ก็คือทุกครั้งที่เราหยิบเสื้อผ้าตัวล่างสุดออก เสื้อผ้าชิ้นข้างบนก็จะค่อยๆ ถล่มลงมาจนระเกะระกะและเสียทรง

เทคนิคเฉพาะของคุณ มาริเอะ คนโด คือการพับเสื้อผ้าให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เรียบตึงและสามารถตั้งได้ด้วยตัวเอง จากนั้นปฏิบัติตามหลักการสำคัญคือ  “พับแนวตั้ง แต่วางเรียงลงลิ้นชักในแนวนอน”  ให้จัดเรียงต่อกันไปตามความยาวของลิ้นชัก

ประโยชน์ของเทคนิคนี้คือ:

  • ทำให้เราเห็น  “สัน”  ของเสื้อผ้าที่มีอยู่ทุกตัวได้อย่างชัดเจนในแวบเดียว
  • เลือกหยิบมาสวมใส่ได้สะดวกโดยไม่ต้องรื้อหา
  • กองเสื้อผ้าไม่ถล่มลงมาซ้ำรอยเดิมอย่างแน่นอน
  • ช่วยประหยัดพื้นที่ในลิ้นชักและ คืนพื้นที่ใช้สอยได้อีกมหาศาล
  1. ปลดล็อกความรู้สึกผิด ด้วยการ “ขอบคุณ” ของที่ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว

สาเหตุสำคัญที่คนส่วนใหญ่ตัดใจทิ้งของไม่ได้ มักมาจาก 2 ปัจจัยทางจิตวิทยา คือ  “การยึดติดอยู่กับอดีต”  หรือ  “ความกังวลเกี่ยวกับอนาคต”  ซึ่งเกิดการขัดแย้งกันระหว่างสัญชาตญาณ (ที่ไม่ชอบของชิ้นนั้นแล้ว) กับเหตุผล (ที่พยายามอ้างว่าเสียดาย หรือเผื่อจะได้ใช้ในวันข้างหน้า)

วิธีแก้ปัญหาเมื่อเจอของที่ตัดใจทิ้งได้ยาก เช่น เสื้อผ้าที่ซื้อมาแล้วไม่เคยใส่เลย คือการพิจารณาว่าเราได้ของชิ้นนั้นมาอย่างไรตั้งแต่แรก หากเราซื้อมาเพียงเพราะคิดว่ามันสวยดีตอนอยู่ในร้าน นั่นแปลว่า  ของชิ้นนั้นได้ทำหน้าที่มอบความพึงพอใจและความสุขให้เราเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ตอนที่เราตัดสินใจซื้อ

เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ให้เรากล่าวคำว่า  “ขอบคุณที่ช่วยมอบความสุขให้ตอนที่ซื้อ”  หรือขอบคุณที่ได้ทำหน้าที่ของมัน แล้วปล่อยของชิ้นนั้นไปโดยการนำไปทิ้งหรือบริจาคด้วยความรู้สึกดี การทำเช่นนี้จะช่วยปลดล็อกความรู้สึกผิด และทำให้เราจัดระเบียบสิ่งของที่เหลืออยู่ได้ง่ายขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ

  1. เปลี่ยนมาเก็บของใน “แนวตั้ง” กำหนดตำแหน่งตายตัว และติดป้ายฉลาก

การวางของกองทับกันนอกจากจะกินพื้นที่อย่างไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว ยังกดทับของชิ้นล่างจนเสื่อมสภาพไว และทำให้มองไม่เห็นจำนวนที่แท้จริงจนเผลอซื้อของซ้ำซ้อน

เคล็ดลับสำคัญในการจัดเก็บข้าวของมีดังนี้:

  • เก็บของในแนวตั้ง:  ไม่ว่าจะในกล่อง ลิ้นชัก หรือชั้นวาง ให้จัดวางในแนวตั้งเพื่อให้มองเห็นสิ่งของทั้งหมดได้ในระดับสายตาภายในแวบเดียว
  • กำหนดตำแหน่งตายตัว:  ข้าวของทุกชิ้นในบ้านต้องมีตำแหน่งจัดเก็บที่ชัดเจนและเรียบง่าย หยิบจากตรงไหนต้องนำกลับไปวางที่เดิม
  • รวมกลุ่มของใช้แล้วหมดไป (Home Supply):  ของใช้ในบ้าน เช่น ทิชชู่ น้ำยาซักผ้า และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ ซึ่งซื้อมาเติมเรื่อยๆ และกินพื้นที่มาก ให้นำมารวมกันไว้ในพื้นที่จัดเก็บเดียวกันทั้งหมด ห้ามวางกระจัดกระจายไว้ตามห้องต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจเช็กสต็อก
  • ติดป้ายหรือฉลาก (Labeling):  เมื่อนำของจัดเก็บลงกล่องพลาสติก กล่องกระดาษ หรือตู้ลิ้นชัก ให้  ติดป้ายชื่อกำกับประเภทสิ่งของ  ไว้ที่หน้ากล่องหรือลิ้นชักทุกครั้ง เพื่อช่วยให้ค้นหาง่าย ป้องกันการรื้อค้นจนบ้านกลับมารก และเลิกซื้อของซ้ำซ้อนอย่างได้ผล

สรุปบทความ: จัดบ้านครั้งเดียว เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

การจัดบ้านอย่างถูกวิธีไม่ใช่เพียงแค่ภาระงานบ้าน หรือกิจกรรมทำความสะอาดปัดฝุ่นทั่วไป แต่มันคือกระบวนการทบทวนตัวตน การจัดระเบียบระบบความคิด อดีต และอนาคตของคุณเอง เมื่อบ้านของคุณได้รับการจัดระเบียบจนเรียบร้อยอย่างแท้จริง ชีวิตและจิตใจของคุณก็จะถูกจัดระเบียบให้เข้าที่เข้าทางตามไปด้วย นำมาซึ่งความโปร่ง โล่ง สบายตา และความสุขที่ยั่งยืน

ก่อนจะเริ่มลงมือจัดบ้านในวันนี้ ลองหยิบสิ่งของรอบตัวขึ้นมาสัมผัสทีละชิ้น แล้วลองถามตัวเองดูว่า…

“สิ่งของรอบตัวคุณในตอนนี้ กำลังปลุกเร้าความสุข หรือกำลังดึงรั้งคุณไว้จากชีวิตในฝันกันแน่?”

 

Loading

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *