รถติดใส่เกียร์ไหน ระหว่าง D และ N ถึงจะประหยัดกว่า

รถติดใส่เกียร์ไหน ระหว่าง D และ N ถึงจะประหยัดกว่า

สำหรับการทดสอบครั้งนี้ วัดโดยหน้าจอแสดงผลของรถ ซึ่งสามารถบอกตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงขณะรถหยุดนิ่งได้ โดยมีหน่วยเป็น ลิตรต่อชั่วโมง นั่นหมายความว่าตัวเลขยิ่งน้อยเท่าไหน ยิ่งประหยัดน้ำมันมากขึ้นเท่านั้น โดยผลที่ได้มีดังนี้

 

ใส่เกียร์ D เหยียบเบรกค้างและคอมเพรสเซอร์แอร์ทำงาน

หากหยุดรถติดไฟแดงโดยใส่เกียร์ D ค้างไว้ ในขณะที่คอมเพรสเซอร์แอร์กำลังทำงาน พบว่าตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 1.2 ลิตรต่อชั่วโมง ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อยไม่เยอะจนเกินไป

 

ใส่เกียร์ N และคอมเพรสเซอร์แอร์ทำงาน

เมื่อเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์จาก D มาเป็นเกียร์ว่าง พบว่าอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลดลงมาอยู่ที่ 0.8 ลิตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าลดลงมาไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ใส่เกียร์ D เหยียบเบรกค้างและคอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ทำงาน

หากใส่เกียร์ D ค้างไว้โดยคอมเพรสเซอร์ตัดการทำงาน พบว่าอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 0.9 ลิตรต่อชั่วโมง ใกล้เคียงกับการใส่เกียร์ N ขณะที่คอมเพรสเซอร์แอร์ยังคงทำงานอยู่

 

ใส่เกียร์ N เหยียบเบรกค้างและคอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ทำงาน

เมื่อใส่เกียร์ N ขณะติดไฟแดง โดยที่คอมเพรสเซอร์แอร์ตัดการทำงานพบว่า ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองลดลงเหลือเพียง 0.5 ลิตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ประหยัดกว่าการเข้าเกียร์ D เป็นเท่าตัวเลยทีเดียว ไม่ว่าคอมเพรสเซอร์แอร์กำลังทำงานอยู่หรือไม่

แม้ว่าตัวเลขที่ปรากฏดังกล่าวอาจไม่แม่นยำ 100 เปอร์เซ็นต์เป๊ะ แต่ก็พอสรุปได้ว่าการเข้าเกียร์ N ขณะจอดติดไฟแดงนั้น จะช่วยประหยัดน้ำมันได้เท่าตัวเลยทีเดียว และหากปรับอุณหภูมิแอร์อย่างเหมาะสมไม่ให้เย็นจนเกินไป จะช่วยให้คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานน้อยลง ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นไปอีก

แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมว่าการสลับเกียร์ไปมาระหว่าง D และ N บ่อยครั้งจนเกินไป จะส่งผลทำให้ชุดเกียร์เกิดการสึกหรอได้เร็วขึ้นเช่นกัน ดังนั้น หากคาดคะเนได้ว่ารถจะหยุดนิ่งเกินกว่า 20-30 วินาที ก็สลับมาเป็นเกียร์ N ได้เพื่อความประหยัดและความปลอดภัย แต่หากมีเวลาน้อยกว่านั้น หรือการจราจรมีการเคลื่อนตัวไปทีละนิดๆ การใส่เกียร์ D ทิ้งไว้เลยก็น่าจะเหมาะสมกว่าครับ

65 total views, 0 views today